ขอเพลงออนไลน์

คลายเครียดด้วยสมุนไพร ลดความหดหู่ในฤดูร้อน

ความเครียด และความวิตกกังวล ล้วนเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย ในภาวะปัจจุบันโรคเครียดมีแนวโน้มเกิดในเด็กเพิ่มสูงขึ้น อันเนื่องมาจากปัญหาครอบครัวความคาดหวังของพ่อแม่ต่อการเรียนของลูก หรือการแข่งขันกันทางสังคม ความเครียดยังได้รับปัจจัยส่งเสริมทั้งจากภายในและภายนอก ซึ่งหมายถึงสภาพแวดล้อม สถานการณ์บ้านเมือง สังคม เศรษฐกิจ รวมไปถึงทางด้านจิตใจที่เกิดจากความคาดหวัง ตั้งความหวัง และไม่เป็นตามที่หวัง ล้วนกระทบต่อจิตใจเกิดภาวะความเครียด วิตกกังวล

ผลตามมาคือ นอนไม่หลับ กระทบต่อระบบย่อยอาหาร กินไม่ได้ ขับถ่ายไม่ออก อาการปวดศีรษะ ปวดคอ ปวดหลัง ปวดท้อง อาการของความเครียดจะเกิดขึ้นในอวัยวะที่ถูกกำกับควบคุมโดยประสาทอัตโนมัติ ทำให้ประสาทอัตโนมัติเหล่านั้นทำงานมากขึ้นจนเกิดอาการต่างๆ เช่นในระบบทางเดินอาหาร กระเพาะอาหารเกิดการหลั่งกรดมากผิดปกติ ทำให้กระเพาะอาหารเป็นแผล ปวดท้อง แน่นท้อง ท้องอืด คลื่นไส้อาเจียน ลำไส้เกิดการหดตัวมากกว่าปกติ ทำให้เกิดอาการท้องเสีย ถ่ายบ่อย

ในระบบหัวใจและหลอดเลือด ทำให้หัวใจเต้นเร็ว เต้นผิดจังหวะ หลอดเลือดที่เลี้ยงหัวใจตีบลง มีไขมันมาเกาะ ทำให้หลอดเลือดหัวใจตีบตัน เกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ความดันโลหิตสูง ระบบกล้ามเนื้อมีการหดตัว เกร็งแข็ง เกิดอาการปวดศีรษะ ปวดคอ ปวดหลัง ปวดกล้ามเนื้อต่างๆ ทั่วตัว ประสาทอัตโนมัติเป็นระบบที่ทำงานโดยไม่สามารถบังคับหรือสั่งการได้ มีความเกี่ยวข้องกับสมองและไขสันหลังเป็นอย่างยิ่ง ความเครียดจะกระตุ้นอารมณ์ในสมอง ซึ่งจะกระตุ้นระบบประสาทอัตโนมัติให้ทำงานผ่านแนวเชื่อมโยงกับไขสันหลัง การทำงานนั้นอยู่นอกการควบคุมของจิตใจในทางการแพทย์แผนไทย กล่าวว่าโรคเครียดจะเกิดจากธาตุลม ซึ่งหมายถึงระบบประสาท ธาตุลมอาจเดินแปรปรวน ส่งผลกระทบต่อจิตใจ การจัดการจึงต้องรักษาทั้งทางกายและทางใจควบคู่กันไป คนที่จะไม่ต้องเผชิญกับโรคเครียดในขั้นวิกฤติมากนัก คือคนที่สามารถจัดการควบคุมระบบจิตใจของตนเองให้สามารถเผชิญกับปัญหาทุกอย่างให้ตื่นเต้นน้อยที่สุดรับมือกับปัญหาได้ดี หรือที่มักกล่าวว่าให้มองโลกในแง่บวกหรือคิดบวกเข้าไว้ รู้จักการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ได้ง่าย บุคคลนั้นก็จะเครียดน้อยลง

ในการรักษาโดยการใช้สมุนไพรนั้นมีทั้งแบบการใช้ยาตำรับ หรือใช้สมุนไพรในรูปแบบของอาหาร ซึ่งในรูปของอาหารนั้นเราก็ไม่ได้มองว่าเป็นการใช้เชิงเดี่ยว เพราะในตำรับอาหารนั้นยังมีเครื่องแกงอีกหลายชนิดที่จัดเป็นสมุนไพรเช่นกัน สมุนไพรคลายเครียดจะเป็นกลุ่มที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท เช่น

ขี้เหล็ก ส่วนที่ใช้เป็นยา ยอดอ่อน รสขม ถ่ายพรรดึก ถ่ายกระษัย ถ่ายพิษไข้ พิษเสมหะ แก้นอนไม่หลับดอก รสขม แก้โรคประสาท แก้นอนไม่หลับ เป็นยาระบายการใช้ นำใบอ่อนและดอกตูมแห้ง 30 กรัม (หากเป็นชนิดสดใช้ 50 กรัม) ใส่โหลแก้ว เทเหล้าขาวใส่พอท่วมยาแช่ไว้ 7 วัน หมั่นคนบ่อยๆ ทุกวัน เมื่อครบ 7 วัน ใช้ผ้าขาวบางกรองเอาแต่น้ำยา จิบครั้งละ 1-2 ช้อนชาก่อนนอนหรือนำดอกและยอดอ่อนไปแกงเป็นอาหารรับประทาน ได้ผลดีมาก และยังช่วยให้ขับถ่ายได้ง่ายด้วยข้อควรระวัง ห้ามใช้ใบแก่ และไม่ควรเอาใบมาตากแห้งบดเป็นผงบรรจุแคปซูลใช้ เพราะสารพิษในใบยังอยู่ซึ่งจะทำให้เป็นโรคตับในขี้เหล็กมีสารสำคัญคือสารบาราคอลที่ช่วยให้นอนหลับได้สนิท

สะเดา ส่วนที่ใช้เป็นยายอดอ่อน รสขม แก้โรคผิวหนัง น้ำเหลืองเสียพุพอง ดอกรสขม แก้พิษโลหิต พิษกำเดา แก้ริดสีดวงการใช้ ใช้ยอดอ่อนและดอกรับประทานเป็นผัก โดยต้มลวกก่อนเพื่อลดความขมหรือรับประทานเมนูสะเดาน้ำปลาหวานเพื่อช่วยลดความขมของสะเดาช่วยให้นอนหลับ และขับถ่ายได้ง่ายข้อควรระวังคนมีปัญหาโรคหัวใจไม่ควรบริโภคมาก จะทำให้หัวใจทำงานหนัก

ผักกาดหอม ใช้ ใบ รสเฝื่อนเย็นช่วยให้นอนหลับ แก้ไข้ แก้ไอ ขับปัสสาวะ ขับเหงื่อก้านผักกาดหอม รสขม  มียางสีขาว ซึ่งมีฤทธิ์กล่อมประสาท ช่วยกระตุ้นในเกิดความง่วงนอน และช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้นการใช้ให้เอาผักกาดหอมทั้งใบและก้านปั่นคั้นเอาแต่น้ำดื่มหรือปั่นกับใบเตยช่วยเพิ่มกลิ่นหอมและปรุงรสหวานด้วยน้ำผึ้งเล็กน้อย ดื่มก่อนนอนช่วยให้นอนหลับฝันดี และยังมีใบเตยช่วยดูแลหัวใจ ส่วนน้ำผึ้งชูกำลัง เหมาะกับผู้ป่วยหรือผู้ที่มีอาการนอนไม่หลับ เครียดง่าย ถ้าตามสูตรของหมอแผนไทยจะใช้ใบตำคั้นเอาแต่น้ำดื่มน้ำผักกาดหอมยังเหมาะเป็นเครื่องดื่มในหน้าร้อนที่อาการร้อนอบอ้าว ช่วยชูใจชูกำลังเป็นอย่างดี ข้อควรรู้ ก้านผักกาดมียางสีขาวขุ่น มีฤทธิ์กล่อมประสาท ช่วยให้นอนหลับ และแก้ไอ ชาวอียิปต์โบราณเชื่อว่าเป็นผักกระตุ้นราคะหรือปลุกกำหนัด

มะลิ ส่วนที่ใช้เป็นยารากรสเย็นเมา  แก้หลอดลมอักเสบ แก้เลือดออกตามไรฟัน ทำให้นอนหลับนานและหลับลึก ใช้เป็นยาสลบได้ การใช้จะใช้รากปริมาณเล็กน้อยเท่านั้นต้มดื่มช่วยให้นอนหลับ และแก้หลอดลมอักเสบ ถ้าใช้ในปริมาณมากจะทำให้สลบหรือนอนหลับนานไปหลายวัน ขึ้นอยู่กับปริมาณยา ถ้าใช้ตำพอกหรือทา แก้เคล็ดขัดยอกได้

อาหารรสขม เย็น ยังเหมาะกับหน้าร้อนที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของน้ำดีและลดความร้อนในร่างกายด้วย

ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ โดย วัชรพร คงวิลาส

เทคนิคกินให้ถึง 100

ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป ทุกอย่างแข่งกับเวลา ทำให้ขาดความใส่ใจในการดูแลสุขภาพตนเอง โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน

ตำรานักกำหนดอาหาร

- ควรจำกัดปริมาณการกินไม่ให้เยอะเกินไป เมื่ออายุมากให้กินน้อยลง แต่สารอาหารต้องเข้มข้นขึ้น ในแง่ของสารอาหารต้องดีต่อสุขภาพร่างกาย

- อย่าตามใจปาก ด้วยการรับประทานขนม เครื่องดื่มที่มีแคลอรี เช่น น้ำผลไม้ คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าน้ำผลไม้ดี มีประโยชน์ วิตามินเยอะ ดื่มไม่ระมัดระวัง ทำให้ได้แคลอรีมากเกินความจำเป็น

- หลีกเลี่ยงน้ำตาล ไขมัน อาหารสะดวกซื้อ หรือ จังค์ฟู้ดต่างๆ ไม่ได้ก่อประโยชน์ต่อร่างกาย แต่เป็นปัจจัยบั่นทอนสุขภาพให้อายุสั้นลง

- รับประทานผัก ผลไม้ ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระและพฤกษาเคมีที่มีส่วนสำคัญในการป้องกันโรคมะเร็งที่มีอยู่ในธรรมชาติ

- ทุกมื้ออาหารต้องมีอาหารที่ให้เส้นใยสูง แต่ให้พลังงานต่ำ อย่าง ผักผลไม้หลากสีครึ่งหนึ่ง ส่วนของผักจะมากกว่าผลไม้ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งแบ่งระหว่างข้าวแป้ง โปรตีน

คาถาศักดิ์สิทธิ์แห่งการกิน

- กินได้ทุกอย่างในปริมาณที่เหมาะสม (Optimal nutrition) คือไม่อิ่มเกินไป ไม่หิวเกินไป ไม่เน้นสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แม้สิ่งนั้นจะดีเพียงใดก็ตาม

- กินหลากหลาย ไม่จำเป็นต้องกินแต่ผักผลไม้ จะให้มีเนื้อด้วยก็ได้ แต่รู้วิธีเลือกเช่นเลือกเนื้อสีขาว หรือผักผลไม้ ถ้าวันหนึ่งไม่ได้ครบห้าสีเจ็ดสี ให้ใช้ผักสีเขียวแทน ยิ่งเขียวจัดยิ่งดี เพราะมีวิตามินซ่อนอยู่ใต้สีเขียวเยอะ โดยเฉพาะคะน้า บร็อกโคลี ปวยเล้ง ผักโขม ผักบุ้ง

- กินให้พอดี ของดีถ้ากินมากไปก็กลายเป็นยาพิษ ยกตัวอย่างมะรุมถ้ากินมากไปก็ทำร้ายตับได้ หรือกาแฟซึ่งดูไม่ค่อยดีนัก แต่ถ้าดื่มไม่มากไปตอนเช้า (สัก 2 ช้อนชาต่อวัน) ก็จะช่วยให้ไม่มึนหัวบ้านหมุนความดันต่ำและทำให้กระปรี้กระเปร่าขึ้นมาได้ ให้เลือกคำว่าพอดีโดยไม่ “ติดรส”

- กินแบบไม่แปรรูป ขอให้กินอาหารสดที่งอกขึ้นมาจากดินบ้าง สลับกันไป ไม่ห้ามกินแปรรูป อย่างมื้อนี้กินไก่ทอดหนังกรอบกรวบ แล้วมื้อหน้าก็ขอกินไก่ต้ม ปลานึ่งล้างพิษไปบ้างก็ช่วยได้

เคล็ดลับมนุษย์เกินร้อยวอลเตอร์ บรอยนิง ชาวอเมริกัน (ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว) ชายวัย 114 ปี กับอีก 205 วัน กับเทคนิค 5 ประการเพื่ออายุยืนยาว คือ รับประทานอาหารวันละ 2 มื้อ รู้จักทำใจยอมรับความเปลี่ยนแปลง ใช้ชีวิตให้มีคุณค่าด้วยการทำงานให้มากที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ รู้จักช่วยเหลือผู้อื่น และการมองความตายเป็นเรื่องที่ไม่น่ากลัว

จิโรอุเอม่อน คิมูระ ชาวญี่ปุ่น ชายวัย 114 ปี กับกลยุทธ์ใส่ใจเรื่องอาหารการกินมาโดยตลอด โดยจะรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และในปริมาณที่พอเหมาะ รู้สึกอิ่มประมาณ 80% หรือใกล้จะอิ่มเท่านั้นก็พอ และใช้ชีวิตเรียบง่าย

ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ